โพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยของ "พ่อ"
ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง

Navigation

ติดต่อเรา

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
เลขที่ ๑๑๔ ซอย บี ๑๒ หมู่บ้านสัมมากร สะพานสูง กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐
สำนักงาน ๐๒-๗๒๙๔๔๕๖ (แผนที่)
ศูนย์ฯ มาบเอื้อง ๐๓๘-๒๖๓๐๗๘ (แผนที่)


User login

เทวะขุนนาง VS กระสือในวงราชการ (1)

อาจารย์ยักษ์ยังอยากจะเขียนติดพันเรื่องปฏิวัติการศึกษาอยู่ ที่ยังมีหลายประเด็นที่ยังอยากชวนคุย เช่นเรื่องขุนนางหลงยุคหรืออาจจะใช้คำว่า เทวะขุนนาง VS กระสือในวงราชการก็ได้ ทั้งสองชื่อนี้ล้วนหมายถึงพฤติกรรมที่สะท้อนการบริหารงานส่วนกลางและผลที่ระบบแบบนี้สร้างขึ้นอย่างชัดเจน
เมื่อไม่นานมานี้อาจารย์ยักษ์ได้ไปเจอเรื่องจริงที่สะท้อนถึงคำ 3 คำ คือ ปฏิวัติการศึกษา ขุนนางหลงยุคหรือเทวะขุนนาง VS กระสือในวงราชการได้เป็นอย่างดี โดยข้อเสนอเรื่องการปฏิวัติการศึกษาของอาจารย์ยักษ์นั้นมีหัวใจสำคัญคือการลดอำนาจส่วนกลางลง ลดอำนาจกระทรวงศึกษาธิการลง จึงจะสามารถจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและต้องให้อำนาจประชาชนกับท้องถิ่น เพราะว่าอำนาจส่วนกลางถึงอย่างไรก็ยังมีลักษณะเป็นขุนนางหลงยุค มีอำนาจนิยมสูง เคยย้ำว่า อำนาจไม่สามารถทำให้คนเป็นคนดีหรือทำให้คนเป็นคนเก่งได้เลย อำนาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการศึกษาได้เลย เงินก็เช่นกัน หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเมตตา กรุณาจากคนใกล้ชิดกัน ที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็กๆ การจัดการศึกษาที่ดีจึงต้องมาจากคนท้องถิ่น มาจากคนเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง เป็นความเมตตาของชุมชนต่อลูกต่อหลาน หากปล่อยให้กระทรวงศึกษาหรือให้อำนาจส่วนกลางไปจัดการศึกษานั้นนับวันจะเป็นไปไม่ได้และไม่มีทางพัฒนาให้เหมาะสมกับเด็กแน่นอน
เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องปฏิวัติการศึกษากับอำนาจส่วนกลางซึ่งต้องลดให้ได้ จึงเป็นประเด็นที่อยากจะอธิบายต่อให้ถ่องแท้มากขึ้น ขณะเดียวกันปรากฏการณ์ที่อาจารย์ยักษ์ไปพบมาเร็วๆ นี้ก็ทำให้ยิ่งตอกย้ำชัดเจนว่า ขณะนี้เราไม่สามารถหาข้าราชการที่มีคุณสมบัติเป็นเทวะขุนนางได้เลยทั้งในระบบราชการส่วนกลางที่อยู่กรุงเทพ ทั้งที่ส่งจากอำนาจส่วนกลางออกไปประจำท้องถิ่น ประจำอำเภอ ประจำตำบล แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับอำนาจส่วนกลาง การแต่งตั้งโยกย้ายยังขึ้นอยู่กับส่วนกลางทั้งหมด ประชาชนในท้องถิ่นไม่มีอำนาจที่จะไปแตะต้อง หรือเลื่อน ลด ปลด ย้าย ให้คุณประโยชน์อะไรกับเขาเลย เขายังต้องฟังอำนาจจากส่วนกลางเพื่อแต่งตั้ง โยกย้าย ให้เขาเจริญ เพราะฉะนั้นขุนนางจากส่วนกลางที่ไปกินเมือง หรือไปทำงานอยู่ในต่างจังหวัดจึงไม่มีสำนึกในการให้บริการแก่ประชาชน เป็นขุนนางโบราณเรียกว่าขุนนางหลงยุค ซึ่งแน่นอนว่าจะหาโอกาสที่จะพัฒนาเป็นเทวะขุนนางก็ยากเต็มที
ก่อนอื่น อยากจะทบทวนหลักการสักนิด เคยพูด เคยขีดเขียนไว้ เคยบรรยายในทุกที่ได้กล่าวไปแล้วว่า เทวะขุนนางนั้นมีหลักการ 10 ประการ ได้แก่ ความรู้ดี มีสัจจะ เสียสละเพื่อสังคม นิยมประชาธิปไตย ใช้เหตุผล อดทนต่อหน้าที่ หลีกหนีอบายมุข หาความสุขจากธรรมะ เลิกละทิฏฐิ มีสติครองตน การที่จะเป็นเทวะขุนนางที่จะให้ประชาชนชื่นใจโดยมีคุณสมบัติ 10 ประการ ตอนนี้ก็น่าจะหายากเต็มทีแล้ว อาจารย์ยักษ์เคยใช้เทวะขุนนางทั้ง 10 ประการไปบอกกับการอบรม ข้าราชการบรรจุใหม่ หรือข้าราชการที่กำลงจะเลื่อนระดับมาเรียนผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง หรือแม้แต่ระดับสูงก็ตาม ที่อาจารย์ยักษ์ได้มีโอกาสไปสอน ก็พยายามจดกัน เอาไปทำกันแต่ก็ทำได้ยาก ส่วนมากออกแนวกระสือในวงราชการเรียกว่า อยากจำกลับลืมอยากลืมกลับจำนั่นแหละ
ทบทวนกระสือในวงราชการอีกสักนิดก็ได้ อาจารย์ยักษ์ไม่ได้อยากจะจำเพราะว่ากลัวจะเหมือนตัวเอง ก็อาจจะจำได้ไม่ครบ ลองทบทวนดู กระสือในวงราชการ คือ ลาป่วยเป็นนิจ ลากิจอยู่เสมอ เผลอเป็นหลับ มักกลับก่อนเวลา มาสายตลอดปี ความดีรีบรับ สับปลับเมื่อทำผิด ธุรกิจตลอดชาติ อนุศาสตร์ไม่ยอมฟัง นั่งไม่ติดที่ งานมีทำไม่เสร็จ บำเหน็จจะเอา หน้าเง้าตลอดชาติ อะไรทำนองนี้แหละไม่อยากจะจำ ฉบับหน้ามาว่ากันถึงประสบการณ์การติดต่อราชการที่สะท้อนรากเหง้าของปัญหา +

แหล่งที่มา: 
พอแล้วรวย คมชัดลึก วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2556