โพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยของ "พ่อ"
ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง

Navigation

ติดต่อเรา

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
เลขที่ ๑๑๔ ซอย บี ๑๒ หมู่บ้านสัมมากร สะพานสูง กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐
สำนักงาน ๐๒-๗๒๙๔๔๕๖ (แผนที่)
ศูนย์ฯ มาบเอื้อง ๐๓๘-๒๖๓๐๗๘ (แผนที่)


User login

เดินหน้า 5 ภาคีเสริมพลังเชื่อมต่อป่า หยุดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ (1)

​กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมงานสถาบันปลูกป่า ของปตท. ยกทีมมาคุยกับอาจารย์ยักษ์ที่มาบเอื้อง เป็นการปรึกษาหารือกันเป็นครั้งที่สอง ในการทำงานด้านปลูกป่า ซึ่งอาจารย์ยักษ์ก็ติดค้างเอาไว้ตั้งแต่คุยกันครั้งแรกหลังปีใหม่ ว่าจะได้นำเอาคำสั่งเสียของ Mr. Biodiversity ของไทย คือ จารุจินต์ นภีตะภัฏ ที่ได้จากโลกนี้ไปตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน​

อ.จารุจินต์ เป็นผู้รอบรู้ในเรื่องพันธุกรรมอาจารย์ยักษ์เคยทำวิจัยร่วมกันสมัยเริ่มต้นโครงการบึงมักกะสัน ซึ่งตอนนั้นพระเจ้าอยู่หัวฯ ต้องการที่จะพัฒนาบึงมักกะสันให้เป็นเหมือนไตของกรุงเทพ ฝนตกก็ระบายมาลงที่บึงมักกะสันแล้วปล่อยน้ำลงทะเลไป พอแล้งก็ใช้รับน้ำเสียจากรอบพื้นที่ตั้งแต่ดินแดง ราชปรารภ น้ำเสียจากย่านนั้นทั้งหมดก็ไหลมาลงที่บึงมักกะสัน ซึ่งก็เป็นย่านชุมชนมีทั้งแฟลต ทั้งอาบอบนวด สารพัด จากนั้นก็ใช้วิธีการบำบัดน้ำเสียแบบธรรมชาติ ทั้งผักตบชวา ทั้งกังหันน้ำชัยพัฒนา ทำแบบสไตล์นักวิทยาศาสตร์ไทย มีนักวิทยาศาสตร์ไทย 44 คน มาร่วมกันทำโดยมีอ.เกษม จันทร์แก้ว เป็นหัวหน้าคณะ หนึ่งในนั้นมี ดร.จารุจินต์เป็นทีมทำวิจัยเรื่องความหลากหลายของพันธุกรรมสัตว์ในบึงมักกะสัน ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญมากมักจะไปนั่งซุ่มอยู่ในบึงมักกะสันตอนกลางคืน แล้วทำเสียงกบ เสียงเขียด ที่น่าแปลกคือท่านทำเสียงกบ กบก็ตอบ ทำเสียงเขียด เขียดก็ตอบ ทำเสียงนก นกก็ร้องตอบ เพราะว่าทำเหมือนมากเลย เวลาไปพรีเซนต์งานก็ทำเสียง กบตัวผู้ กบตัวเมีย กบตัวเล็ก กบตัวใหญ่เหมือนมากๆ หลังจากเสร็จงานนั้นอาจารย์ก็มาพบอีกครั้ง คราวนี้มาบอกว่ามีข้อมูลที่น่ากังวลใจ อันตรายมากนะบ้านเราวันนี้ มนุษย์ได้เดินทางมาถึงขั้นนั้นแล้ว มีเหตุการณ์มากมายที่สะท้อนว่า พันธุกรรมพืช พันธุกรรมสัตว์ สูญพันธุ์ไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง เพราะมนุษย์ไปทำลายมันและในท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็จะกลับมาทำลายพันธุกรรมมนุษย์ให้สูญสิ้นไปด้วยเช่นกัน

ดร.จารุจินต์ บอกว่าตัวชี้วัดที่สำคัญอันดับหนึ่ง คือป่าฝนเขตร้อน (Tropical Rain Forest) ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าโลกนี้จะรอดหรือไม่รอด แล้วก็เอาแผนที่มากางให้ดูบอกว่าท่านได้ตามศึกษาเรื่องนี้มานานมาก พบเลยว่าป่าประเทศไทยตอนนั้นถูกตัดแบ่งออกเป็นผืนเล็ก ผืนน้อย ทั้งที่ในอดีต ป่าในประเทศเราตั้งแต่ภาคใต้ไปจนถึงอีสานลงมาทางตะวันออกเป็นป่าที่เชื่อมเป็นผืนเดียวกัน และเคยเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่สัตว์เดินเชื่อมถึงกันได้หมด แต่ตอนนี้มันถูกตัดแบ่งจากการทำลายของมนุษย์ออกเป็น 11 ท่อน สัตว์ต่างๆ ก็ถูกขังไว้ในป่า 11 ท่อนนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการผสมพันธุ์ในสายพันธุ์ที่ใกล้ชิดกัน ฝรั่งเรียก (inbleed) ซึ่งจะเกิดอันตรายขึ้นแน่นอนในระดับพันธุกรรม โดยจะทำให้ลูกที่เกิดมาผิดปกติ หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า “เอ๋อ” และเนื่องจากผืนป่าเล็กลงเรื่อยๆ ทั้งพืช ทั้งสัตว์ ก็จะเกิดจากเลือดชิด เกิดความอ่อนแอของพันธุกรรมพืชและสัตว์ ซึ่งแน่นอนที่สุดมันจะส่งผลถึงความอ่อนแอของพันธุกรรมมนุษย์ด้วยเช่นกัน และนี่แหละคือจุดชี้ขาดซึ่งการสูญพันธุ์ของมนุษย์

หลังจากที่มาเล่า มาบอก มาชักชวนให้อาจารย์ยักษ์ฟัง ดร.จารุจินต์ท่านก็พยายามไปบอกหน่วยงานต่างๆ เพื่อหากำลังมาหนุนเสริม แต่แม้จะบอกว่าอันตรายมันเกิดขึ้นกับมนุษยชาติแล้วนะ ก็ไม่มีใครฟังเลย แต่ก็ไม่มีใครย่อท้อจนสุดท้ายได้คุยกันจนทำแผนร่วมกันออกมา แล้วนำแผนนั้นไปนำเสนอหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานระดับชาติ หน่วยงานปฏิรูปประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทุกคนก็เฉย ท่านก็เพียรเดินทางไปพูดไปอธิบายแต่ก็ไม่มีการตอบรับ ดั้นด้นไปจนถึงองคมนตรีท่านก็ไป สุดท้ายท่านบอกว่าเสียดายมากที่ไม่ได้ทำเรื่องนี้ เสร็จแล้วก็มาเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน คือไปผ่าถุงใต้ตา ฉีดยาแล้วแพ้ยาเสียชีวิต เป็นการเสียชีวิตด้วยเรื่องง่ายๆ ที่ไม่น่าเลย หลังจากท่านจากไปก็ไม่มีใครสานต่อเรื่องนี้เลยทั้งที่มันอันตรายเหลือเกิน เรื่องนี้จึงอยู่ในใจของอาจารย์ยักษ์มาโดยตลอด

จนวันนี้จึงเริ่มเห็นแสงแห่งความหวังเมื่อภาคเอกชนเริ่มเอาจริงและเข้าใจในประเด็นสำคัญนี้ในขณะที่ก็เชื่อเหลือเกินว่า ถ้าได้พูด ได้บอกออกไปให้เข้าใจจะสามารถชักชวนผู้คนทั้ง ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมและสื่อมาระดมกำลังกัน หยุดยั้งการสิ้นสูญเผ่าพันธุ์มนุษย์ลงได้ +

รูปภาพจาก http://www.nsm.or.th/nsm2009/nature/index.php?option=com_nsmcontents&views=article&id=28&Itemid=18&lang=th

แหล่งที่มา: 
พอแล้วรวย คมชัดลึก วันศุกร์ที่ 25 มกราคม 2556