โพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยของ "พ่อ"
ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง

Navigation

ติดต่อเรา

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
เลขที่ ๑๑๔ ซอย บี ๑๒ หมู่บ้านสัมมากร สะพานสูง กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐
สำนักงาน ๐๒-๗๒๙๔๔๕๖ (แผนที่)
ศูนย์ฯ มาบเอื้อง ๐๓๘-๒๖๓๐๗๘ (แผนที่)


User login

“ทฤษฎีโดมิโน” ในศตวรรษที่ 21 (ตอนที่ 1)

                สถานการณ์บ้านเมืองระดับประเทศในช่วงนี้ ทำให้อาจารย์ยักษ์ต้องทบทวนถึงประสบการณ์ในอดีตหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็เป็นอดีตที่ไม่ได้นานนมจนเกินไป เชื่อได้ว่าคนยุคนี้ ที่อายุเลย 20 ปีขึ้นไปน่าจะมีประสบการณ์ร่วม หรือเคยได้ยินคำว่า “ทฤษฎีโดมิโน”

                สมัยที่คำนี้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง เป็นยุคแห่งสงครามเย็นที่ทุกประเทศก้าวเข้าสู่สงครามที่รบรากันด้วยความคิด ด้วย “หลักคิด” ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง เป็นการปะทะกันของสองขั้วความคิดใหญ่ด้านการพัฒนาประเทศ โดยแบบหนึ่งนั้นคือ ลัทธิทุนนิยม-เสรีนิยม ซึ่งกำเนิดในอังกฤษ และพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ นับถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 200 กว่าปี ที่แนวทางดังกล่าวเผยแพร่ไปทั่วประเทศและทั่วโลก ในขณะที่หลังจากเกิดลัทธิทุนนิยมขึ้นมาได้ราว 70 กว่าปี ก็เกิดหลักคิดอีกแนวทางหนึ่งขึ้นมาคือ ลัทธิคอมมิวนิสต์-สังคมนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจและการเมืองแบบใหม่จากค่ายความคิดทางเยอรมัน ซึ่งเมื่อลัทธินี้เริ่มขยายผลออกไป ก็ส่งผลทำให้เจ้าของประเทศต้นกำเนิดลัทธิเองต้องแบ่งแยกประเทศออกเป็น 2 คือ เยอรมันตะวันออก กับเยอรมันตะวันตก จากความขัดแย้งกันทางด้านลัทธิเศรษฐกิจและการเมืองนี้เอง
                จากนั้น การแบ่งแยกประเทศเนื่องจากความแตกต่างทางความคิดและความเชื่อในลัทธิเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องส่งผลสะท้อนถึงการเมือง การปกครอง การทำการค้า วิถีชีวิต การกำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศ ก็ส่งผลทำให้เกิดการแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วนบ้าง 3 ส่วนบ้าง เช่น จีน เวียดนาม ลาว กัมพูชาไปจนถึงแตกแยกเป็น 10 ประเทศอย่างรัสเซียก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลของความขัดแย้งทางความคิดของ 2 ลัทธิใหญ่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 200 กว่าปีที่ผ่านมานี้ทั้งสิ้น
                ในปี พ.ศ. 2525 เป็นช่วงเวลาที่การแพร่ขยายการปกครองตามหลักคิดของลัทธิทุนนิยม และลัทธิสังคมนิยมขยายผลมาถึงทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านหนึ่งมีผู้ที่เชื่อมั่นในลัทธิคอมมิวนิสต์เบอร์ต้นๆ ของโลก คือจีนเป็นผู้แพร่ความคิด อีกด้านคือกลุ่มที่ยึดมั่นในแนวทางทุนนิยม-เสรีนิยม คืออเมริกาและยุโรปเป็นหลัก ทั้งสองพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ประเทศต่างๆ ในดินแดนแถบนี้เข้าเป็นพวก เป็นฝ่ายของตน ซึ่งดูทีท่าแล้วเหมือนว่าทางคอมมิวนิสต์จะได้เปรียบเนื่องจากแพร่รูปแบบการปกครองคอมมิวนิสต์มาทางลาว เวียดนามเหนือและกัมพูชา จึงเกิดคำ “ทฤษฎีโดมิโน” ขึ้น ซึ่งหมายถึงการล้มทั้งกระดาน จากหนึ่งสู่หนึ่ง เหมือนการนำตัวโดมิโนขึ้นตั้งเรียงกัน แล้วผลักเบาๆ แม้จะมีระยะห่างระหว่างกันแต่ตัวโดมิโนทั้งหมดก็ล้มไปในทิศทางเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกันนั้นเกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ คือ แต่ละประเทศค่อยๆ เปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ต่อเนื่องกันไป ซึ่งประเทศไทยนั้นเหมือนกับแนวกันชนที่ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังแพร่ขยายเข้ามา จึงเหมือนเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ฝากฝั่งทุนนิยมจำเป็นต้องยันไว้ให้ได้
                ในตอนนั้น อาจารย์ยักษ์รับราชการอยู่ในสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ฯ และไปทำงานอยู่ในสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้เห็นพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ไม่อยากให้คนไทยใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เข้าประหัตประหารกันเอง เหมือนที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ พระองค์ทรงสะท้อนหลักการพัฒนาเข้าไปยุติสงครามด้วยวิธีง่ายๆ คือ เริ่มที่การแก้ปัญหาพื้นฐาน คือแก้ปัญหาความยากจนให้กับคนชายแดน ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำ ให้ชาวบ้านได้ใช้หาปลา ปลูกผักหญ้า ปลูกข้าว ประกอบอาชีพต่างๆ ทั้งๆ ที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนแห้งแล้งของจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ได้แยกตัวไปเป็นจังหวัดสระแก้วอย่างปัจจุบัน เมื่อแก้ปัญหาความยากจนได้ก็ไม่ตกเป็นเหยื่อทางความคิดของใครง่ายๆ เพราะมีพอเพียง พึ่งตนเองได้ ก็มีความเชื่อมั่นศรัทธาในตนเอง และอ่างเก็บน้ำที่สร้างไว้ยังได้ใช้เป็นพื้นที่ป้องกันการบุกรุกจากข้าศึกในพื้นที่ชายแดนกัมพูชาอีกด้วย
                ปีเดียวกันนั้น ประเทศไทยซึ่งบริหารประเทศตามทฤษฎีเศรษฐกิจการค้าเสรีก็ตั้งเป้าที่จะผลักดันให้ประเทศเป็น NIC หรือประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (Newly Industrialized Country) จะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียให้ได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งของลัทธิเศรษฐกิจ 2 ลัทธิ อาจารย์ยักษ์ก็เห็นจุดยืนชัดเจนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานแนวทางออกให้ เพราะถ้าคนไทยเดินหน้าไปทางอังกฤษ 100% หันประเทศสุดโต่งไปทางอังกฤษ เราก็เป็นอย่างเขาไม่ได้เพราะเราไม่ได้เป็นชนชาตินักล่า ไม่ได้เป็นนักรบ ไม่เป็นนักเดินเรือ ในขณะเดียวกันถ้าเราจะเลือกอีกข้างเป็นแบบสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ แบบเยอรมัน รัสเซีย จีน เป็นเศรษฐกิจชุมชน สุดโต่งไปอีกทาง ไม่สนใจเศรษฐกิจการค้าเลยก็ทำไม่ได้ พระเจ้าอยู่หัวจึงประกาศ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้นเป็นทางออกให้กับสังคมไทย เป็นเหมือนแสงสว่างในยุคที่ระบบ สองเศรษฐกิจ ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง สองฝัก สองฝ่าย ทำสงครามกันอยู่ชนิดที่ว่า ครอบครองกันคนละครึ่งโลกแล้วในตอนนั้น...
                ใครที่ฟังอาจารย์ยักษ์ เล่ามาถึงตอนนี้แล้วถึงบางอ้อ กับคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” จากเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง และพอจะร้อง “อ๋อ” เดาๆ ทางได้ว่าอาจารย์ยักษ์กำลังจะบอกเล่าเรื่องราวอะไร ที่เป็นที่มาของ “ทฤษฎีโดมิโน” ในศตวรรษที่ 21 ก็ขอให้อดใจไว้ รอติดตามตอนต่อไป เพราะเรื่องนี้จะเล่ากันยาวๆ
แหล่งที่มา: 
พอแล้วรวย คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 21 ก.ค..2555