โพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยของ "พ่อ"
ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง

ติดต่อเรา

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
เลขที่ ๑๑๔ ซอย บี ๑๒ หมู่บ้านสัมมากร สะพานสูง กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐
สำนักงาน ๐๒-๗๒๙๔๔๕๖ (แผนที่)
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง 038-198643 (แผนที่)


User login

โอกาสท่ามกลางวิกฤต (1) : การรวมตัวกันของสัตบุรุษที่แท้

อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู

          “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” คำกล่าวของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรไทย (2426-2514) ซึ่งท่านได้กล่าวไว้เมื่อยังมีวิตอยู่ ได้สะท้อนให้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นในปี 2554 นี้อย่างชัดเจน ภายหลังจากที่ท่านจากไปแล้วถึง 30 ปี  ความจริงเชิงประจักษ์สะท้อนให้เห็นกับตาด้วยภาพผู้คนเรียกร้องหาข้าวปลา อาหาร ยารักษาโรค เป็นความเดือดร้อนทุกข์เข็ญร่วมที่แม้มี “เงินทอง” ก็ไม่อาจหาซื้อข้าว ปลา อาหารได้ โดยเฉพาะน้ำบริสุทธิ์เพื่อดื่มกิน
 
          ผู้มีอำนาจแก้ปัญหาแม้จะเห็นภาพชัดตา แต่ก็ยังคงมองไม่เห็นถึงสัจธรรมที่แท้ แนวทางการแก้ปัญหา ยังคงเป็นแนวทางเดียวกับที่สร้างปัญหา พวกเขามองเห็นเพียงว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ “เงิน” มาเพื่อซื้อหา “ข้าว ปลา อาหาร” เพื่อบรรเทาความทุกข์เข็ญ การแก้ปัญหาจึงมุ่งเป้าหมายไปที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยเน้นให้เกิดการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมเพิ่ม เงินในประเทศไม่มีก็พยายามที่จะไปชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติเอาเงินมาให้ ซึ่งเป้าหมายนี้ส่งผลถึงการตัดสินใจในการแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้หลายอย่าง ที่ผู้มีอำนาจไม่ตัดสินใจทำเพียงเพราะ “เกรงต่างชาติสูญเสียความมั่นใจในการลงทุน” ซึ่งอาจารย์ยักษ์ถามจริงๆ เถิดว่า ภาพสิ่งที่เกิดขึ้นถ่ายทอดไปทั่วโลกนั่นไม่เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนที่ท่านหวังถอดใจไปแล้วหรือ เมื่อมีมายาบังตาแนวทางการแก้ไขปัญหาจึงเบี่ยงเบน ไม่ตรงประเด็น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
 
          วิกฤตที่เราเผชิญอยู่ในวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านทรงคาดการณ์ไว้แล้วว่าวิกฤตจะต้องเกิด เพราะทิศทางประเทศเบนเข็มไปชัดเจน พระองค์ท่านทรงทำให้เห็นมาแล้วกว่า 60 ปี มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นมากมายกว่า 3,000 โครงการ ทั้งเรื่องของการจัดการน้ำ การใช้ชีวิตที่มีความเอื้อเฟื้อ การอยู่ร่วมกันด้วยความรักใคร่จุนเจือ  ไม่ได้มีแนวคิดเพียงแต่จะมุ่งหวังความมั่นใจจากนักลงทุนต่างชาติ ให้เอาเงินมาลงทุน มุ่งแต่จะสร้างตัวเลขฝันๆ ที่เรียกว่า GDP ให้เพิ่มขึ้นเท่านั้น เท่านี้ แต่ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของคนไทยไม่ได้ดีขึ้นจริงๆ เป็นแต่ภาพลวง ภาพมายา แต่สิ่งที่พระองค์ท่านทำให้ดูนั้น สามารถทำได้จริงทั้งในระดับไมโครและแมคโคร ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน กลุ่มชุมชน กลับเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่เลือกทำตาม
 
          ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเลือกที่จะแก้ปัญหาโดยมุ่งเป้าไปที่การกู้ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยมองเห็นไปว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นกลไกสำคัญในการหาเงินเข้าประเทศ ซึ่งก็จะแน่นอนว่าไม่สามารถแก้ปัญหาของประชาชนได้ อาจารย์ยักษ์ก็ทำได้เพียงแค่เตือนประชาชนคนไทย ให้เตรียมพร้อมรับมือชุดของภัยพิบัติที่จะตามมาอีกแน่นอน ทั้งภัยพิบัติธรรมชาติ โรคระบาด ข้าวยากหมากแพง ความขัดแย้งทางสังคม จะตามกันมาเป็นระลอก วนเวียนกันไปมาไม่จบสิ้น เพราะอาจารย์ยักษ์ ฟังสิ่งที่รัฐบาลยกโครงการแต่ละโครงการขึ้นมาเพื่อจะแก้ไขปัญหาแล้ว  ก็ยังนึกไม่ออกว่า วิกฤตครั้งนี้จะรอดได้อย่างไร ถ้ายังมุ่งแก้ปัญหาด้วยแนวทางเดิมๆ จากคนที่มีความคิดความเชื่อเดิมๆ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแนวทางแก้ไข ปลายทางที่มุ่งไปจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง
 
          ที่จริงแล้วอาจารย์ยักษ์ยังมีความเชื่อมั่นลึกๆ ว่า ในสังคมไทย ยังมีคนที่ความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีความฉลาด มีความตั้งใจดี และที่สำคัญมีคุณธรรมอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ทำงานอยู่ในที่ต่างๆ และซ่อนตัวโดดเดี่ยวเพราะเบื่อหน่ายกับสังคมไทย แม้ภาคเอกชนที่มาทำมาหากินในบ้านเมืองนี้มาหลายชั่วอายุคน ทำกิจการสัมมาชีพผลิตข้าวของจำเป็นให้กับมนุษย์ได้กิน ได้ใช้ โดยไม่เห็นแก่เงินเพียงอย่างเดียวก็ยังมีอยู่ คนที่มีสัมมาทิฐิอยากเห็นประเทศชาติแข็งแรง มั่นคง เหมือนที่บรรพบุรุษท่านทำเอาไว้ยังมีอยู่มาก กลุ่มคนพวกนี้เขามีความคิดที่ไม่ได้ยึดติดกับระบบความคิด ความรู้แบบฝรั่ง ไม่ได้เห่อ เหิม ไปตามกระแสบ้า บอ ของโลก ไม่ได้ใช้ชีวิตโดยเอาเงินตราเป็นหลักใหญ่ของชีวิต แต่เขาใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ผสานและประยุกต์ความรู้ปัจจุบันเข้ากับความรู้ของปู่ ย่า ตา ยาย กลายเป็นนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความเป็นเรา และเท่าทันโลก
 
          อาจารย์ยักษ์ยังคิดว่า ถ้ารัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้ คนที่เคยถูกขีดวงออก ด้วยมองเขาว่าเป็นพวก “บ้าน บ้าน” หรือพวก “บ้านนอก” ประเทศไทยอาจจะมีนวัตกรรมใหม่ในการแก้ไขปัญหาที่สำเร็จ เป็นจริงได้เป็นโอกาสในวิกฤตที่แท้จริง +
แหล่งที่มา: 
พอแล้วรวย คม ชัด ลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2554