โพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยของ "พ่อ"
ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง

ติดต่อเรา

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
เลขที่ ๑๑๔ ซอย บี ๑๒ หมู่บ้านสัมมากร สะพานสูง กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐
สำนักงาน ๐๒-๗๒๙๔๔๕๖ (แผนที่)
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง 038-198643 (แผนที่)


User login

ไหว้ครู สู้น้ำท่วมอย่างเป็นระบบ

พอแล้วรวย

อาจารย์ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู
 
อาจารย์ยักษ์ เห็นท่านนายกประกาศว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ ครบวงจร โดยจะใช้วิธีการต่างๆ มากมาย รวมถึงจะเดินตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะวิธีการที่มีคนวิพากย์ วิจารณ์กันมาก คือ การแนะนำให้ปลูกหญ้าแพรก ซึ่งเมื่อฟังแล้วอาจารย์ยักษ์ก็อดคิดถึงพิธีไหว้ครูไม่ได้ เพราะหญ้าแพรกเมื่อสมัยเด็กๆ นั้น ใช้เป็นเครื่องบูชาครูที่สำคัญ
 
ถ้าคิดว่าท่านนายกมีเจตนาชัดเจนว่าจะปลูกหญ้าแพรกเพื่อเอาไว้เป็นเครื่องบูชาครู โดยเฉพาะครูของแผ่นดิน ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ถูกต้อง แต่เท่าที่ฟังคนพูดทั่วๆ ไป ก็น่าจะหมายถึงหญ้าแฝก ไม่ใช่หญ้าแพรก ซึ่งเป็นหญ้าที่มีระบบรากลึก แข็งแรง สามารถป้องกันการชะล้าง พังทลายของดิน ริมตลิ่ง บนภูเขา สามารถยึดดินไว้ให้ไม่พังทลายในขณะที่น้ำกัดเซาะได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังนำน้ำไปเก็บไว้ในดิน ช่วยชะลอการหลากของน้ำไม่ให้น้ำหลากท่วมลงมาบนพื้นที่ด้านล่าง ถ้าเป็นอย่างที่สองนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ เป็นวิธีการหนึ่งในหลายวิธี ที่พระองค์ท่านทรงแนะนำและทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทั้งการอนุรักษ์ป่า ปลูกป่าต้นน้ำ ทำให้ป่าเป็นป่าชุ่มชื้นด้วยการทำฝายชะลอความชุ่มชื้นให้น้ำซึมลงบนเขา เกิดการใช้ประโยชน์ในการนำน้ำบนภูเขากระจายออกไปตามไร่นา ให้มีน้ำเหลือล้นหลากลงพื้นล่างน้อยลง เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พอลงมาที่พื้นที่ตอนกลางตามธรรมชาติมีห้วย หนอง คลอง บึง อ่างเก็บน้ำกระจายอยู่ทั่วไป พระองค์ท่านรับสั่งว่าอย่าไปทำลายธรรมชาติ อย่าไปฝืนธรรมชาติ ห้วย หนอง คลองบึง ในธรรมชาติจะอมน้ำไว้ จะชะลอน้ำให้หลากลงถึงพื้นที่ตอนปลายน้อยลง ปัจจุบันเราก็ทำลาย บุกรุกพื้นที่หนอง คลอง บึงไปทำรีสอร์ท ไปสร้างโน่น สร้างนี่
 
หน่วยงานของรัฐเองก็ช่วยกันทำลายสภาพแวดล้อมในพื้นที่อุ้มน้ำจนทำให้น้ำหลากมาบนพื้นล่างมากขึ้น
 
พื้นที่ตอนปลายน้ำ สำคัญที่สุด คือ พื้นที่น้ำหลาก หรือ ฟลัดเวย์ (Floodway) ซึ่งต้องมีมากกว่า ห้วย หนอง คลองบึง พื้นที่ริมตลิ่งที่เป็นที่ราบลุ่ม เมื่อน้ำหลากจะท่วมไปบนพื้นที่ราบลุ่มนั้น เจิ่งนองเป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้วหลากลงทะเลไป ไม่ท่วมขังเป็นเวลายาวนานนัก ท่านรับสั่งไว้ว่า เราทุกคนต่างช่วยกัน สร้างถนน ทางรถไฟ ขวางทางน้ำหลาก ภาครัฐสร้างสิ่งปลูกสร้าง ภาคเอกชนช่วยกันสร้างรั้ว สร้างอาคาร รวมทั้งภาคประชาชนทั่วไป ก็ช่วยกันสร้างสิ่งกีดขวางปิดทางน้ำหลาก เหลือเพียงร่องน้ำเล็กๆ ที่หลากลงทะเล เมื่อไปปิดทางน้ำหลาก น้ำก็อั้น แม่พระคงคาก็เลยอยากจะอยู่กับประชาชนนานๆ กลายเป็นท่วมขังอยู่กับเรา บางอำเภอก็อยู่กันมาสี่เดือนไปแล้วยังไม่สามารถหลากลงที่ราบลุ่ม ลงทะเลได้ เราอาจจะรักแม่พระคงคามากจึงช่วยกันไปทำสิ่งกีดขวางไว้ทุกทางไม่ให้หลากลงทะเล แม่คงคาก็เลยรักเรา อยากอยู่กับเรามากกว่าปกติ วันนี้เดินทางไปภาคตะวันออก เห็นนาข้าว สวนผลไม้ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ใบเหลืองแล้ว ก็เนื่องจากแม่พระคงคามาอุ้มอยู่นานเกินไป มะม่วง ผลหมากรากไม้ ทุ่งข้าวเริ่มตาย จะเป็นปัญหากันใหญ่โต ถ้าจะแก้ปัญหากันให้เป็นระบบครบทั้งวงจรเหมือนกับที่ปลูกหญ้าแพรกไว้ไหว้ครู ก็มีตัวอย่างที่พระองค์ท่านทำให้เห็นอยู่แล้ว ซึ่งต้องทำทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งถ้าลงทุนเหมือนที่พระองค์ท่านทรงแนะนำ ก็จะเกิด Our Loss จะสูญเสีย ซึ่งรัฐต้องเสียเงิน การที่รัฐต้องเสียเงินก็คือ ภาษีของประชาชน ก็คือความสูญเสีย แต่เมื่อน้ำไม่ท่วมความสูญเสียที่มากกว่านั้นก็จะไม่เกิด จะได้กำไรกลับคืนมาให้ประชาชน ประชาชนก็จะกำไร ซึ่งก็เท่ากับรัฐบาลกำไร จะเกิด Our Gain ขึ้นกับประเทศไทยจริงๆ เช่น ทรงแนะนำให้เปิดช่องทางน้ำหลาก บริเวณถนน ทางรถไฟ ซึ่งรัฐควรลงทุน เปิดกว้างให้พื้นที่น้ำระบายได้เร็ว ถนนก็ต้องมีร่องระบายน้ำหลากลงทะเลโดยเร็ว น้ำจะลงทะเลไม่อยู่กับเราอย่างวันนี้ เป็นการไหว้ครูโดยการปฏิบัติบูชา จะแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าแก้แบบทุกวันนี้ ต่างคนค่างสูบน้ำใส่กันทุกจังหวัด เดือดร้อนถึงคุณบรรหารที่ลงทุนปกป้องจังหวัดของตัวเองมากมายก็เดือดร้อนเสียอกเสียใจ ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะว่าถ้าทุกจังหวัดจะทำคันกั้นน้ำทั้งหมด อาจารย์ยักษ์ก็อยากจะถามแม่คงคาว่าจะหลากไปทางไหน สุดท้ายก็คงจะพังทลายกำแพงทุกจังหวัด ท้ายที่สุดกรุงเทพฯ ก็อาจจะเป็นผู้เสียสละท่วมกับเขาบ้าง ซึ่งก็จะทำให้กรุงเทพโปร่ง เหตุจากน้ำท่วมขังขนาดที่ไม่มีใครอยากอยู่แล้ว กรุงเทพฯ ก็จะโปร่งจริงๆ มลพิษก็จะไม่เกิด รถก็จะไม่ติด ปัญหาที่สะสมเป็นเวลายาวนานก็จะได้รับการแก้ไข แบบนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้นะ...จะบอกให้  +
แหล่งที่มา: 
คม ชัด ลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม 2554