โพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยของ "พ่อ"
ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง

Navigation

ติดต่อเรา

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
เลขที่ ๑๑๔ ซอย บี ๑๒ หมู่บ้านสัมมากร สะพานสูง กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐
สำนักงาน ๐๒-๗๒๙๔๔๕๖ (แผนที่)
ศูนย์ฯ มาบเอื้อง ๐๓๘-๒๖๓๐๗๘ (แผนที่)


User login

"เลือกตั้ง" แค่เริ่มต้น

พรุ่งนี้จะเป็นวันสำคัญอีกวันของคนหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ และสำหรับคนไทยทุกคนนั้น หลายคนก็รู้สึกว่าวันนี้ได้ทำหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว คือไปเลือกตั้ง

แต่อาจารย์ยักษ์อยากย้ำให้ได้คิดกันจริงๆ จังๆ ว่า “บทบาท” และ “หน้าที่” ของเราในฐานะคนไทยที่มีสิทธิ์เต็มที่และกุมอำนาจการบริหารประเทศไว้ จะยอมรับสิทธิ์เพียงแค่ประชาธิปไตย 5 นาทีดังที่เขาว่ากันเชียวหรือ

ประเด็นที่อาจารย์ยักษ์อยากจะชวนคุยคือ ภาคการเมืองควรจะทำอะไร และอะไรคือเรื่องใหญ่ที่สุดที่จำเป็นสำหรับชาติบ้านเมืองทุกวันนี้ อาจารย์ยักษ์เชื่อว่าหลายคนสรุปตรงกันมานานแล้วว่า คือ “การพัฒนาคน” หรือการเตรียมคนให้พร้อมที่จะอยู่กับโลกปัจจุบันให้ได้ การจะพัฒนาคนให้กลายเป็นคนที่มีคุณภาพใหม่นั้น อาจารย์ยักษ์ไม่เห็นทางเลยว่าการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยนั้นจะก่อให้เกิดผลสำเร็จได้ ทางที่เห็นมีเพียงประการเดียวคือต้อง “ปฏิวัติ”

ซึ่งในที่นี้ วิธีการไม่ได้หมายถึงจะต้องจับปืนไปยึดเอาอำนาจบริหารประเทศมา แต่ใครก็ตามที่มีหน้าที่บริหารประเทศต้องรับเอาแนวทางนี้ไปปฏิบัติ โดยมีประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ทำหน้าที่จับตา เฝ้าระวัง บอกกล่าว ติดตามให้เขาทำหน้าที่ไปในทิศทางที่เราเลือก เพราะเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าการปฏิวัติการศึกษาเท่านั้นจะนำไปสู่การฟื้นฟูประเทศได้

หากเปรียบประเทศไทยในตอนนี้สถานการณ์ก็เหมือนกับเรากำลังเผชิญหน้ากับคลื่นสึนามิที่กำลังจะพัดเข้าใส่ โดยคลื่นขนาดมหึมาดังกล่าวนั้นมีด้วยกันถึง 4 ลูก คือ คลื่นภัยธรรมชาติ ซึ่งรับรู้ รับทราบกันเต็มสองตา คลื่นภัยเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง น้ำมันแพง ข้าวของแพง ค่าแรงต่ำ ถึงจะบอกว่าจะขึ้นค่าแรงให้เท่านั้นเท่านี้ แต่ก็รู้กันดีว่าไม่มีทางไล่ตามข้าวของที่ขึ้นราคาไปดักหน้าไว้ตั้งแต่ท่านผู้มีอำนาจง้างไกแล้ว

สึนามิลูกที่สามคือ โรคระบาดที่แม้จะเงียบๆ ไม่มีข่าว แต่หากลองติดตามค้นหาให้ดีจะพบว่าโรคต่างๆ นั้นมันไม่ได้หายไป หากแต่ถูกอุบเอาไว้ไม่อยากให้คนตื่นกลัว แต่ที่อุบไว้ไม่ได้คือโรคระบาดในพืช ก็ส่งผลเป็นความเสียหายในแต่ละปีมากมาย นี่ก็คือคลื่นอีกลูกที่พัดเข้าถาโถมใส่

สุดท้ายคือคลื่นความขัดแย้งทางสังคม ร่ำๆ ว่าจะกลายเป็นสงครามทั้งชายแดนไทย-เขมร จนนำไปสู่การถอนตัวออกจากมรดกโลก และความขัดแย้งภาคใต้รายวันที่ก่อให้เกิดความสูญเสียมากมายมหาศาล คลื่นภัยพิบัติเหล่านี้หากเราไม่พัฒนาคนให้พร้อม เมื่อถึงเวลาแล้วเราจะรอดได้อย่างไร

สิ่งหนึ่งที่สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยคือ การปฏิวัติด้านการพัฒนาคนในความหมายของอาจารย์ยักษ์นั้น หมายถึง การปลูกฝัง “วิธีคิด” ใหม่ อยากเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกใหม่ อยากปกครองกันเองแบบประชาธิปไตย แต่คนส่วนใหญ่กลับยังยินยอมอยู่ในวัฒนธรรมการเมืองแบบเก่า เป็นทฤษฎีเก่า รวมถึงวิธีคิดด้วย

เพราะวิธีคิด หรือ Way of Thinking เป็นเช่นนี้ วิถีชีวิต หรือ Way of Life จึงเป็นไปในทางเดียวกัน ดังที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา แปลความว่า “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่” ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว วิถีชีวิตก็เป็นเช่นนั้น ใจของวัฒนธรรมการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการบ่มเพาะ เอาเข้ามาอบรมนิสัย ให้ตระหนักในอำนาจของตนเอง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ท่านยกพระราชอำนาจของพระองค์ให้แก่ประชาชน แต่ท่านไม่เต็มใจให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้คนจำนวน 3,000 กว่าคนที่เข้ามาใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชนนั้นเล่า จะเรียกว่าเป็นตัวแทนประชาชนได้อย่างไร ดังนั้นจะเปลี่ยนแปลงประเทศได้ก็ต้องเริ่มจากการพัฒนาคน และแน่นอนลูกศรแห่งการพัฒนาย่อมชี้ตรงไปที่เรื่องของ “การศึกษา” ฉบับหน้าอาจารย์ยักษ์จะลองกำหนดนโยบายด้านการศึกษาแบบนำไปปฏิบัติได้จริง แล้วลองมาคิดตามว่า หากทำตามนี้จะแก้ได้ทั้งระบบ แบบกระตุกเชือกเส้นเดียวจริงหรือไม่ 
     
"อ.ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู"

 

แหล่งที่มา: 
พอแล้วรวย คม ชัด ลึก 2 กรกฎาคม 2554