โพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยของ "พ่อ"
ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง

Navigation

ติดต่อเรา

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
เลขที่ ๑๑๔ ซอย บี ๑๒ หมู่บ้านสัมมากร สะพานสูง กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐
สำนักงาน ๐๒-๗๒๙๔๔๕๖ (แผนที่)
ศูนย์ฯ มาบเอื้อง ๐๓๘-๒๖๓๐๗๘ (แผนที่)


User login

คนโง่ปกครองง่าย!

2 มีนาคม พุทธศักราช 2477 หรือเมื่อ 78 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ทรงสละราชสมบัติ โดยพระราชหัตถเลขาสละราชย์นั้น ปรากฏข้อความว่า

"ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดย สิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร"

จากความในพระราชหัตถเลขา เห็นชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงยินดีที่จะสละอำนาจของพระองค์ เพื่อให้แก่ปวงชนชาวไทยทุกคน แต่ไม่ยอมยกอำนาจให้แก่ผู้หนึ่ง ผู้ใด คณะใด

ชาวไทยทุกคนต้องสำนึกในอำนาจของตัวเองว่ามีมากกว่าแค่เพียงไปลงคะแนนเสียง ครองอำนาจแค่เสี้ยวนาทีเดียวที่จดปากกาลงกาคะแนนไว้วางใจใครสักคน แล้วปล่อยให้ประเทศชาติล่มจม ฉิบหาย จากการผลาญเงิน ผลาญงบ ผลาญทรัพยากรธรรมชาติจนสิ้นเนื้อประดาตัว ถังแตกอย่างทุกวันนี้ ประชาชนต้องกล้าที่จะลุกฮือแล้วบอกว่า ไม่เอาแล้วระบบแบบนี้ ระบบล่าอาณานิคมสมัยใหม่

หากประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าอำนาจเป็นของตัวเอง แต่เชื่อว่าอำนาจยังเป็นของชนชั้นสูงอยู่ ยังเชื่อว่าแข่งเรือ แข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้กันอยู่อย่างนี้ อาจารย์ยักษ์ฟันธงว่าไม่มีทางเลยที่ประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในประเทศนี้ได้

ทุกวันนี้คนที่ไปเลือกตั้งก็ไม่ได้เข้าใจความหมายของการเลือกตั้งจริงๆ เลยว่าการไปเลือกตั้ง ไปหย่อนบัตรนั้นแปลว่าอะไร

การไปเลือกตั้งแปลว่าคุณไปสั่งเขา ผมสั่งคุณว่าถ้าคุณได้รับการเลือกเข้าไปเป็นตัวแทนผมเข้าไป คุณต้องไปทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ห้า กำหนดไปเลย แต่ถ้าไม่ทำตามนี้ผมจะเอาคุณออกจากการเป็นผู้แทนนะ เพราะคุณทำหน้าที่แทนผมอยู่ อำนาจเป็นของผม
 
เพราะว่า รัชกาลที่ 7 ได้ทรงยกอำนาจที่เป็นของพระองค์อยู่เดิมให้แก่ประชาชนทุกคน แต่ไม่ให้แก่กลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง

นี่คือความเป็นจริง เป็นความจริง ซึ่งสังคมไทยไม่สอนกัน ไม่พูด ไม่บอก ใครพูดความจริงสังคมนี้เห็นว่า เป็นเรื่องก้าวร้าว เป็นเรื่องไม่ถูก ไม่ควร แล้วมันจะรอดได้ยังไง เมื่อประเทศกำลังจะล่มจมแล้วไม่มีใครกล้าที่จะลุกขึ้นมาพูดความจริง แล้วถ้าสังคมไม่รอด อย่าคิดเลยว่าคนแต่ละคนจะรอด เพราะสิ่งที่จะกระทบถึงทุกคน คือ จะกินแต่ละมื้อก็จะยาก ภาวะข้าวยากหมากแพงจะเกิดขึ้นชัดๆ รายได้ก็จะหายาก

ตอนนี้ที่บอกว่า จะเอาเงินมาซื้อข้าวกินแต่ละมื้อนี้ก็ยากแสนเข็ญแล้ว ต่อไปยิ่งยากกว่า แล้วอย่าไปฝันหวานถึงนโยบายเพิ่มค่าจ้างแรงงาน สร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มเงินอุดหนุนสารพัด ต่อให้เพิ่มอีก 10 เท่าก็ไม่ทันกับราคาของที่มันเพิ่มขึ้นครับ เพราะอะไร เพราะว่าต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นน่ะ บริษัทองค์กรต่างๆ ที่เขาทำ เขาผลิต เขาก็บวกไว้ แล้วมาเอาเงินในกระเป๋าคุณไปนั่นแหละ ยิ่งแล้วใหญ่ ที่รัฐก็จัดเก็บภาษี บวกเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นจากราคาของที่เพิ่มขึ้นแล้วอีกทอดละ 7% ของชิ้นหนึ่งกว่าคุณจะได้ใช้ บวกไปแล้วกี่เท่า ต่อกี่เท่า เสร็จแล้วก็เอาเศษเงินมาให้คุณ นี่ไงนโยบายประชานิยม

ผลสุดท้ายของกระบวนการทำลายอย่างถึงราก ถึงโคนนี้ ก็คือ การทำลายศักยภาพของคน คนไทยทุกวันนี้แห่แหนแต่จะซื้อเอา ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ผลิตเองไม่เป็นแล้ว ยิ่งของนำเข้ามาจากจีนราคาถูก ก็ยิ่งซื้อ สุดท้ายก็จะไม่มีใครผลิตอะไร พึ่งตนเองไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น สังคมที่ไม่ได้เกิดการผลิตจะเอาผลิตผลมาจากไหน

แล้วอย่าหวังไปคิดขายแรงงานเลย ลองดูไปให้รอบเถิดว่า เพื่อนบ้านเขาเข้ามาทำหน้าที่แรงงานแทนเราเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ด้วยค่าแรงที่ถูกกว่า ทำงานหนักได้ ไม่บ่น ไม่ขาดลา ไม่มาสาย

แล้วคนไทยจะเอาอะไรกินหากยังไม่ตระหนักแล้วปล่อยให้คนไม่กี่คนมากุมอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยไม่ตระหนักว่าแท้จริงแล้วอำนาจเป็นของประชาชน ยอมให้เขาใช้อำนาจหน้าที่มาปิดหู ปิดตา ป้อนด้วยความสบาย วางแผนการบริหารประเทศบนความเชื่อว่า “คนโง่ปกครองง่าย” ประเทศไทยก็มีแต่ทางฉิบหายเท่านั้นเอง

แล้วอะไรบ้างที่ประชาชนน่าจะคิดและสั่งการเป็นนโยบายให้อาสาสมัครที่รับอาสาเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศทำตาม เพื่อเอาบ้าน เอาเมืองให้รอด ตามหน้าที่ของประชาชนที่มาพร้อมอำนาจที่รัชกาลที่ 7 ทรงสละให้

อาจารย์ยักษ์จะชวนคุยในฉบับต่อไป

"อาจารย์ยักษ์ มหา'ลัยคอกหมู"

 

แหล่งที่มา: 
พอแล้วรวย คม ชัด ลึก 25 มิถุนายน 2554