9 ฐานเรียนรู้
ความรู้ที่น่าสนใจ (Documents on web)
ติดต่อเรา
มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
เลขที่ ๑๑๔ ซอย บี ๑๒ หมู่บ้านสัมมากร สะพานสูง กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐
สำนักงาน ๐๒-๗๒๙๔๔๕๖ (แผนที่)
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง 038-198643 (แผนที่)
User login
ลิงค์เครือข่าย
4 รู้ 3 รัก 2 สามัคคี เปลี่ยนฐานคิดสู่ความพอเพียง (1)
สัปดาห์นี้อาจารย์ยักษ์อยากชวนให้คิดตามว่า จริงไหมที่ถ้าเรามี 4 รู้ 3 รัก 2 สามัคคีแล้ว เราจะสามารถเปลี่ยนฐานคิดในการออกแบบการบริหารจัดการอุตสาหกรรมสู่แนวทางการเป็นอุตสาหกรรมพอเพียงได้จริง และทำได้ในทั้ง 2 ระดับ คือทั้งระดับการบริหารงานองค์กรและระดับผู้ปฏิบัติ คือพนักงาน และมากกว่านั้น คือสามารถขยายเครือข่ายไปยังทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรผู้ผลิตอ้อยป้อนโรงงานดังที่เคยยกตัวอย่างให้เห็นแล้ว
4 รู้นั้น แตกออกได้เป็น หนึ่ง-รู้ราก สอง-รู้งาน สาม-รู้คน รู้ตน สี่-รู้โลก
หนึ่งรู้ราก : รู้รากหมายถึง รู้ความเป็นมาของเรา หรือเรียนรู้ประวัติศาสตร์ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนอีก คือ ข้างใน และข้างนอก ประวัติศาสตร์ข้างใน คือรู้ว่าธุรกิจของเรามีความเป็นมาอย่างไร แรกเริ่มเดิมทีผู้สร้างธุรกิจนี้ขึ้นมา มีความตั้งใจอย่างไร เส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้มีพัฒนาการอย่างไร พบอุปสรรคอะไรบ้าง
รู้รากประการที่สอง คือ รู้รากเหง้าความเป็นมาของบ้านเกิด เมืองนอน ของเรา รู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่อุตสาหกรรมเราตั้งอยู่ ซึ่งเชื่อมโยงกับคนโดยรอบ สัมพันธ์กับวิถีชีวิตประจำวัน เป็นรากฐานของอารยธรรมและวัฒนธรรมของเรา
การรู้รากนี้สำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแก้ไขปัญหาปัจจุบันไม่อาจบรรลุเป้าหมาย เพราะไม่รู้รากเหง้า ไม่เข้าใจวิถีชีวิต ไม่เข้าใจนิเวศวัฒนธรรม ไม่เข้าใจอารยธรรมของตะวันออกที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน เป็นวัฒนธรรม “ทำมาหากิน” ที่ต่างกับวัฒนธรรม “ทำมาหาเก็บ” ของตะวันตก
รากอีกด้านที่จำเป็นต้องรู้ คือ ราก “ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยทุกคน เป็นทฤษฎีที่มาจากการที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วประเทศมาเป็นเวลานับสิบๆ ปี พระองค์ได้เสด็จไปในท้องถิ่นทุรกันดาร ในวันที่สิ่งซึ่งเข้าใจว่าเป็น “ความเจริญ” ยังเข้าไปไม่ถึง ได้ทอดพระเนตรเห็นการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตเมื่อความเป็น “สมัยใหม่” เข้ามาปะทะกับวิถีชีวิตแต่เดิมของไทย ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทรงเห็นความเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดจากการเบนเข็มประเทศสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม ทั้งที่รากเหง้าของภูมิประเทศเกิดจากที่ราบลุ่มแม่น้ำสามสาย คือ สาละวิน เจ้าพระยา และโขง เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และเหมาะสมสำหรับผลิตผลิตผลการเกษตร
อาจารย์ยักษ์ขอใช้โอกาสนี้ ชักชวนให้ทุกคนลองตีความพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ดูอีกสักครั้ง
“...การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง...
...ความพอเพียงนี้ ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกล ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็มาบอกว่าล้าสมัย จริงอาจจะล้าสมัย คนอื่นเขาต้องมีการเศรษฐกิจที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่า เป็นเศรษฐกิจการค้าไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหราแต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่าผลิตให้พอเพียงได้...”
จากกระแสพระราชดำรัส จะเห็นว่าพระองค์ได้ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจการค้า ... แต่ประเทศมีบุญว่าผลิตให้พอเพียงได้... อุตสาหกรรมที่นำไปประยุกต์ใช้จึงนำไปใช้ในการพัฒนาบุคลากร พนักงานองค์กร ครอบครัวพนักงาน ชุมชน ผู้ผลิตวัตถุดิบเพื่อป้อนอุตสาหกรรม โดยองค์กรธุรกิจช่วยให้เขาเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสนับสนุนให้เกิดความพออยู่ พอกินในชีวิตประจำวันโดยมีอุตสาหกรรมทำหน้าที่ผลักดันและสนับสนุน อุตสาหกรรมที่จะทำเช่นนี้ได้ ย่อมต้องยึดมั่นในหัวใจสำคัญ คือ “ขาดทุนคือกำไร” หรือ Our Loss is Our Gain อีกหนึ่งแนวคิดที่พระราชทานให้กับคนไทย ...และเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมพอเพียง
สัปดาห์หน้าเราจะมาต่อส่วนที่เหลือซึ่งเข้าใจง่ายกว่านี้มากครับ!
"อาจารย์ยักษ์ มหา’ ลัยคอกหมู"