โพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยของ "พ่อ"
ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง

ติดต่อเรา

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
เลขที่ ๑๑๔ ซอย บี ๑๒ หมู่บ้านสัมมากร สะพานสูง กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐
สำนักงาน ๐๒-๗๒๙๔๔๕๖ (แผนที่)
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง 038-198643 (แผนที่)


User login

หนีตาย

ในระยะสองสามเดือนมานี้ ข่าวคราวการออกมาเตือนถึงภัยน้ำท่วมที่จะแปรกรุงเทพฯ ให้เป็นเมือง “ใต้บาดาล” ในช่วงเดือนสิงหาถึงตุลาซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน สร้างความวิตกกังวลให้ชาวกรุงเทพฯไม่น้อย ผสมกับข่าวคราวทางอีเมล์ที่ระบุถึงการสอดส่องทาง “ฌาน” ของเกจิอาจารย์ดังที่ดูจะสอดคล้องกับการเตือนภัยของนักวิทยาศาสตร์ หากคำเตือนดังกล่าวเป็นคำเตือนที่เกิดขึ้นเมื่อ ห้า-หกปีก่อน ก็จะมีหลายคนออกมาหัวเราะเยาะว่าเป็น “กระต่ายตื่นตูม” แต่จากเหตุการณ์สึนามิในไทย นาร์กิสในพม่า และแผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวน ไม่มีใครกล้าสบประมาทคำทำนาย การเตือนภัยเหล่านี้อีกต่อไป มีแต่วิตกกังวลอยู่ในภายในลึก ๆ ว่าหากเกิดขึ้นจริง เราจะเตรียมตัวป้องกันบรรเทาทุกข์กันอย่างไร

อาจารย์ยักษ์ได้กล่าวเตือนลูกศิษย์ลูกหาว่าเรามีเวลาแค่ 40 เดือนเท่านั้นที่จะรับมือกับวิกฤตรอบด้าน ข้าวยากหมากแพง ภัยธรรมชาติ โรคระบาด และภัยสงคราม นี่ผ่านไป 10 เดือนแล้วตั้งแต่การกล่าวเตือนครั้งแรก ตอนนั้นลูกศิษย์ลูกหาหลายคนก็ยังครางแคลงใจ แต่ภัยพิบัติหลายเรื่องมาเร็วกว่าที่คิด นักวิทยาศาสตร์ที่จับตาติดตามดูการละลายของธารน้ำแข็งขั้วโลกถึงกับช็อกเมื่อพบว่า มีธารน้ำแข็งขนาดมหึมาพังทลายและกำลังละลายตัวอย่างรวดเร็วซึ่งจากการคาดคำนวณน่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอีก 20-30 ปีข้างหน้ามิใช่ตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์หารู้ไม่ว่า “ธรรมชาติ” เลิกเล่นเกมส์ตัวเลข ข้อมูลกับนักวิทยาศาสตร์ไปนานแล้ว มิน่าแปลกใจว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในระยะหลังเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คำนวณผิด หรือ ไม่คาดคิดเพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากกรุงเทพฯ จะแปรสภาพเป็นเมืองบาดาลจมอยู่ใต้น้ำเป็นแรมเดือนก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่อง “เหลือเชื่อ” อีกต่อไป มนุษย์บนโลกนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะ “หนีตาย” เอาตัวรอดกันแล้ว คนเมืองหนาวก็เริ่มทิ้งบ้านทิ้งเมืองเข้ามาทำมาหากินในประเทศที่อบอุ่นกว่า โดยเฉพาะประเทศที่มีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์อย่างประเทศไทย คนไทยหลายคนก็เริ่มเกิดอาการ “กลัวภัยพิบัติเมือง” โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ก็เริ่มเห็น “ชนบท” เป็นทางเลือกใหม่ เริ่มยอมละทิ้งเมือง ขายบ้านขายช่องไปซื้อที่ในท้องไร่ ท้องนา ยอมเข้า “ห้องเรียน” ใหม่เพื่อเตรียมตัวกับการใช้ชีวิตในชนบทท้องไร่ท้องนา สิ่งที่น่าสังเกตคือ ผู้คนที่หลั่งไหลสนใจเข้ามาอบรมหลักสูตร “กสิกรรมธรรมชาติ” ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องของอาจารย์ยักษ์ในระยะสองสามปีมานี้ มิใช่มีแต่เกษตรกรชาวบ้านตัวดำ ๆ เท่านั้น แต่คนเมืองประเภท ขาวสวยหมวยตี๋ อาเฮียจากกรุงเทพฯ ที่ขับเบนซ์ขับวอลโว ก็มาสมัครเป็นนักเรียนกสิกรรมธรรมชาติจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะคนเมืองที่สมัครเข้าเรียน “แคมป์เพื่อการอยู่รอด” Survival Camp ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 สิงหานี้ อย่างหนาแน่น ซึ่งเป็นหลักสูตร สอนการเรียนรู้การอยู่รอดท่ามกลางวิกฤต และภัยพิบัติ นี่เป็นอาการ “หนีตาย” พร้อมปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อการอยู่รอด แต่อีกด้านหนึ่งของอาการหนีตายก็สะท้อนให้เห็นว่า ภัยพิบัติที่กำลังคืบคลานเข้ามามันคงสาหัสสากรรจ์จริง ๆ

แหล่งที่มา: 
คม ชัด ลึก 9 สิงหาคม 2551