โพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยของ "พ่อ"
ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง

Navigation

ติดต่อเรา

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
เลขที่ ๑๑๔ ซอย บี ๑๒ หมู่บ้านสัมมากร สะพานสูง กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐
สำนักงาน ๐๒-๗๒๙๔๔๕๖ (แผนที่)
ศูนย์ฯ มาบเอื้อง ๐๓๘-๒๖๓๐๗๘ (แผนที่)


User login

ฅ ฅนพอเพียง

อภิรัต สืบสงวน เติบโตมากับครอบครัวชาวพุทธ ใส่บาตร ฟังธรรม และได้รับการอบรมสั่งสอนให้ดำเนินชีวิตอยู่ในศีล และการไม่เบียดเบียน แวดล้อมด้วยธรรมชาติจากฝีมือปลูกต้นไม้ของบิดา ชีวิตเติบโตมาแบบคนเมืองเต็มรูปแบบ จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทด้าน Construction Management ที่มลรัฐมิซซูรี่ ก่อนกลับมาแต่งงานสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ และเริ่มกิจการค้าทองขายส่งจากรากฐานธุรกิจร้านขายทองของภรรยา ชีวิตน่าจะสมบูรณ์แบบ แต่เขาเองกลับรู้สึกว่า ชีวิตที่ต้องหมกมุ่นกับธุรกิจค้าส่งทองคำทำให้เขารู้สึกว่าบางอย่างในชีวิตสูญหายไป ธุรกิจค้าส่งทองคำมูลค่าสูง การควบคุมดูแลเพื่อไม่ให้เกิดการสูญหายแม้เพียงเล็กน้อย ทำให้เขาต้องทำตัวเหมือน ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เขาจึงเริ่มคิดถึงบางอย่างในชีวิตที่สูญหายไป.....นั่นคือ... “เวลา” และแล้วเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งก็ทำให้เขาพบทางออก บ้านหลังเล็กๆ ชั้นเดียวในหมู่บ้านชานเมืองของ อ.ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร) กับครอบครัวเล็กๆ รวม 4 คน ทำให้เขาคิดถึงคำว่า “พอเพียง” ซึ่งมีความหมายที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน เขาพบว่า อ.ยักษ์ ผู้ซึ่งมีอนาคตทางราชการอันรุ่งโรจน์ กลับอยู่อย่างพอเพียง กับครอบครัวในบ้านหลังเล็ก ๆ แล้วยังกล้าที่จะลาออกจากราชการ เพื่อมาพิสูจน์ “คำสอนของพ่อ” มาอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรอย่างไม่เห็นแก่เหน็ด แก่เหนื่อย “ถ้าเรามีเงินเดือน 10,000 บาท เรากินข้าวแกงจานละ 30 บาทเราก็อิ่มได้ แต่พอเรามีเงินเดือน 50,000 ทำไมเราต้องกินข้าวมื้อละ 500 ถึงจะอิ่ม ต้องได้ไปเที่ยวกลางคืน ต้องฟังเพลง ต้องเที่ยวผู้หญิง ฯลฯ ต้องมีของฟุ่มเฟือยมากมายมาปรนเปรอ” อภิรัต ชี้ให้เห็นวิถีชีวิตที่โดนกิเลสของสังคมเมืองกลืนกิน วันนี้ อภิรัต สืบสงวน ละทิ้งธุรกิจค้าส่งทองคำ สู่ธุรกิจการให้เช่าโกดัง ทำให้เขามีเวลาเหลือพอที่จะทำงานที่เขาใฝ่ฝัน แล้วหวนคืนสู่การทำเพื่อส่วนรวม ด้วยการทำในสิ่งซึ่งเขาบอกว่า “คนเล็กๆ อย่างเขาทำได้” นั่นคือ ทำตัวให้เป็นแบบอย่าง ที่ดินผืนเล็กๆ กลางเมืองนครปฐม ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมปลอดสารพิษ เพื่อการไม่เบียดเบียนสัตว์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ทำร้ายดินด้วยการใส่ยาฆ่าหญ้าปุ๋ยเคมี และสารเคมีฆ่าแมลง เขาเริ่มด้วยการลงมือทำด้วยตัวเอง เพื่อเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรในจังหวัดนครปฐมได้เห็นว่า การทำเกษตรปลอดสารพิษ โดยการเข้าใจธรรมชาตินั้น ทำได้จริง และได้ผลผลิตเพียงพอต่อการเลี้ยงชีวิต นอกจากนั้น เขายังใช้ความเป็นผู้ใฝ่รู้ ศึกษาหาอาวุธให้เกษตรกร เพื่อใช้ในการผลิตพืชผัก เพื่อนำผลผลิตป้อนให้คนเมือง กลายเป็นพืชเกษตรปลอดสารเคมี ด้วยการใช้ “อาวุธสมุนไพร” และ “อาวุธจุลินทรีย์แบบเจาะจง” โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยเชิงลึก ช่วยให้การฟื้นฟูดินได้ผลเร็วขึ้น ช่วยแก้ปัญหาโรคพืช และแมลงศัตรูพืชได้ในเวลาอันรวดเร็ว ปิดช่องว่างของการทำเกษตรอินทรีย์ที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นฟูดินอย่างน้อย 3-5 ปี ให้สั้นลง เกษตรกรกลุ่มที่เพาะปลูกพืชเพื่ออุตสาหกรรมก็จะสามารถเปลี่ยนจากการใช้สารเคมี มาเป็นการทำเกษตรปลอดสารได้ทันทีโดยไม่เสียรายได้ “คนเมืองควรจะต้องมาเข้าใจในแนวทางนี้กันด้วย แต่ว่ามันก็ยาก มันเป็นแนวความคิด ความพอจะเกิดได้ ต้องลดเรื่องกิเลส ในเมืองมีกิเลสเยอะ กลายเป็นความฟุ้งเฟ้อ ไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักแบ่งปันคนอื่น แต่เมื่อรู้จักพอ ความพอจะทำให้เหลือ ให้ได้แบ่งปันกับคนอื่น เยอะขึ้นเรื่อยๆ คนเมืองควร ต้องเข้ามาเรียนรู้ แล้วความพอเพียงจะเกิดขึ้นมาเองในตัวเขา สุดท้ายเขาจะรู้จักแบ่งปันให้คนอื่นๆ ในสังคมได้ เราก็ทำได้แค่เป็นตัวอย่างเล็กๆ ในสังคม ให้คนในเมืองได้เห็นว่า ที่เขามองว่า เราบ้านั้น อันที่จริง มันเป็นความสุขที่ทุกคนควรจะทำตาม ด้วยซ้ำไป และเมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมคิดกันแต่จะให้ สังคมก็จะน่าอยู่ ทุกคนก็จะมีแต่ความสุข”

แหล่งที่มา: 
http://www.ise.in.th/khorkhon.php